- 1. Fusion ทำอะไรให้เรา
- 2. รูปแบบการทำงาน 3 แบบ
- 3. เลือกระดับ Standard, High หรือ Max
- 4. เริ่มใช้ใน VS Code
- 5. เริ่มใช้ใน Copilot CLI
- 6. Local Model: อีกความสามารถที่ต้องแยกสถานะให้ชัด
- 7. ค่าใช้จ่ายและสิ่งที่ต้องตรวจหลังทำงาน
- เอกสารอ้างอิง
เวลาใช้ AI ช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ เรามักต้องตัดสินใจว่าจะใช้โมเดลใดกับแต่ละงาน งานแก้ข้อความเล็กน้อยอาจต้องการความเร็ว ส่วนงานวิเคราะห์บั๊กหลายไฟล์อาจต้องการการให้เหตุผลและการตรวจทานเพิ่มเติม
GitHub Copilot Fusion ช่วยจัดการการเลือกและการประสานโมเดลระหว่างทำงาน ผู้ใช้ระบุโจทย์และระดับความพยายาม ส่วนระบบตัดสินใจว่าจะใช้โมเดลใดและใช้กระบวนการแบบใด โดย GitHub ประกาศสถานะใช้งานทั่วไป หรือ General Availability เมื่อ 28 ตุลาคม 2026 (พ.ศ. 2569) [1]
#1. Fusion ทำอะไรให้เรา
Fusion เป็นระบบ model routing และ orchestration ในระหว่างรันงาน สามารถเลือกใช้หนึ่งโมเดล หรือประสานหลายโมเดลให้ร่วมกันสร้างคำตอบสุดท้ายได้ [2]
จุดที่เปลี่ยนสำหรับนักพัฒนาคือ เราสามารถเริ่มจากคำถามว่า “งานนี้ต้องการความพยายามระดับใด” แล้วปล่อยให้ระบบจัดการโมเดล แทนการสลับชื่อโมเดลเองทุกขั้นตอน
GitHub ระบุว่า Fusion นำแนวทางจาก Project HydraFusion มารวมกับ auto model selection และเปิดให้ใช้ผ่าน VS Code, Copilot CLI, GitHub Copilot app และ JetBrains IDEs ทั้งนี้สิทธิ์ใช้งานจริงขึ้นกับบัญชีและนโยบายองค์กร [1][2]
#เปรียบเทียบกับการเลือกโมเดลแบบอื่น
| วิธี | ผู้ตัดสินใจเลือกโมเดล | ลักษณะการทำงาน |
|---|---|---|
| เลือกชื่อโมเดลเอง | ผู้ใช้ | ระบุโมเดลที่ต้องการสำหรับงาน |
| Auto | ระบบ | เลือกหนึ่งโมเดลต่อคำขอ |
| Copilot Fusion | ระบบ ภายใต้ระดับที่ผู้ใช้เลือก | เลือกโมเดลและอาจใช้หลายขั้นตอนร่วมกัน |
ความแตกต่างระหว่าง Auto กับ Fusion ตามเอกสาร VS Code คือ Fusion เพิ่มการประสานหลายโมเดลเข้าไปด้วย [3]
#2. รูปแบบการทำงาน 3 แบบ
GitHub อธิบายรูปแบบหลักไว้ดังนี้ [1][2]
| รูปแบบ | วิธีทำงาน | ภาพจำสำหรับการเรียนรู้ |
|---|---|---|
| Single | โมเดลเดียวทำงานให้เสร็จ | ผู้เขียนแก้โจทย์โดยตรง |
| Cascade | โมเดลร่างคำตอบ มีการตรวจคุณภาพ แล้วจึงยอมรับหรือส่งต่อให้โมเดลที่เก่งขึ้น | เริ่มอย่างประหยัด แล้วเพิ่มกำลังเมื่อจำเป็น |
| Critique | มีการร่าง ตรวจทานด้วยโมเดลอื่น และนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุง | ผู้เขียนทำงานร่วมกับผู้ตรวจ |
คำอธิบายเปรียบเทียบในคอลัมน์สุดท้ายเป็นภาพจำประกอบการสอน ผู้ใช้ไม่ได้กำหนดลำดับภายในของ Fusion ผ่านข้อความธรรมดาได้แน่นอน
ตัวอย่างเช่น การขอเพิ่ม validation อาจจบด้วยคำตอบเดียว แต่การขอแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลายไฟล์อาจมีการตรวจทานเพิ่มเติม การเลือก High หรือ Max ไม่ได้รับประกันว่าทุกคำขอจะเรียกหลายโมเดล
#ต่างจากการออกแบบ Multi-Agent อย่างไร
การกำหนด agent วิเคราะห์ requirement, agent เขียนโค้ด และ agent ทดสอบ เป็นการจัดบทบาทและการมอบหมายงาน ส่วน Fusion จัดการการใช้โมเดล เอกสาร GitHub ระบุว่า Fusion ทำงานแยกจาก subagents และไม่ได้เริ่ม subagents ให้เอง [2]
สำหรับการสอน จึงควรแยกสองคำถาม: “ใครรับผิดชอบงานส่วนใด” กับ “แต่ละคำขอใช้โมเดลอย่างไร”
#3. เลือกระดับ Standard, High หรือ Max
| ระดับ | จุดเน้นตามเอกสาร | ตัวอย่างงานที่เสนอสำหรับฝึก |
|---|---|---|
| Standard | สมดุลคุณภาพ ค่าใช้จ่าย และเวลา สำหรับงานทั่วไป | อธิบายฟังก์ชันหรือเพิ่ม validation |
| High | งานที่มีขอบเขตชัดและซับซ้อนขึ้น ซึ่งอาจคุ้มกับการตรวจเพิ่ม | แก้บั๊กที่เกี่ยวข้องกับหลายไฟล์ |
| Max | งานที่ต้องการการให้เหตุผลและวิเคราะห์มากที่สุด | เปรียบเทียบทางเลือกในการ refactor |
ระดับเหล่านี้แสดงเป้าหมายในการจัดสรรความสามารถ ไม่ใช่คะแนนรับประกันความถูกต้อง ตัวอย่างงานในตารางเป็นข้อเสนอเพื่อการเรียนรู้ [2]
#4. เริ่มใช้ใน VS Code
เตรียม VS Code และ Copilot ให้เป็นรุ่นที่รองรับ แล้วลงชื่อเข้าใช้บัญชี GitHub ที่มีสิทธิ์ ขั้นตอนตามเอกสาร VS Code มีดังนี้ [4]
- เปิด Settings และตรวจสอบ
chat.copilot.dynamicAutoTiers.enabled - เปิดการตั้งค่านี้หากยังปิดอยู่ การเปลี่ยนค่าจะรีสตาร์ต Copilot runtime หลังคำขอที่ทำงานอยู่เสร็จ
- เริ่มแชตใหม่โดยใช้ Copilot harness
- เปิด model picker เลือก Copilot Fusion
- เลือก Standard, High หรือ Max ตามตัวเลือกที่บัญชีได้รับ
การเปิด setting ไม่ได้เพิ่มสิทธิ์ให้บัญชี หากบริการยังไม่มี Fusion tier ที่บัญชีใช้ได้ อาจเห็น Auto ต่อไป [4]
#Prompt เริ่มต้นสำหรับสำรวจโครงการ
อ่านโครงสร้าง repository และอธิบาย flow ของ request หลัก
ระบุไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับ routing, validation และ business logic
อ้างอิงตำแหน่งไฟล์ที่พบจริง
เสนอจุดที่ควรเพิ่ม automated tests พร้อมเหตุผล
#Prompt สำหรับแก้บั๊กด้วยหลักฐานจากการทดสอบ
ปัญหา: API ยอมรับ quantity = 0 ทั้งที่ requirement ระบุว่าต้องเป็นจำนวนเต็มบวก
ช่วยดำเนินการดังนี้:
1. ตรวจสอบ implementation และชุดทดสอบปัจจุบัน
2. เพิ่ม test ที่แสดงปัญหานี้และรันเพื่อยืนยันว่า fail ด้วยเหตุผลที่ตรงโจทย์
3. แก้ implementation ให้ผ่าน test
4. รันทดสอบที่เกี่ยวข้องและ regression tests
5. รายงานไฟล์ที่เปลี่ยน คำสั่งที่รัน และผลที่เกิดขึ้นจริง
เงื่อนไข: รักษา response format เดิม และใช้ test framework ที่โครงการมีอยู่
Prompt นี้กำหนดพฤติกรรมที่ต้องการตรวจสอบ การเลือกโมเดลและรูปแบบภายในยังเป็นหน้าที่ของ Fusion
#5. เริ่มใช้ใน Copilot CLI
เมื่อติดตั้งและยืนยันตัวตนกับ Copilot CLI เรียบร้อยแล้ว เปิด interactive session ด้วย copilot จากนั้นใช้ /model เพื่อเลือก Fusion และระดับที่มีให้ใช้ [5]
copilot
ภายใน interactive session:
/model
สำหรับการระบุจาก command line เอกสารรองรับ --model fusion และ --fusion-tier ซึ่งรับ standard, high หรือ max [5]
copilot --model fusion --fusion-tier standard -p "Explain the request validation flow in this repository."
copilot --model fusion --fusion-tier high -p "Investigate the quantity validation bug, add a reproducing test, implement a fix, and run the relevant tests."
copilot --model fusion --fusion-tier max -p "Compare two refactoring approaches for the pricing module. Explain trade-offs, compatibility risks, and a verification plan."
คำสั่งข้างต้นเป็นตัวอย่างการใช้งานตามรูปแบบเอกสาร ผู้เขียนไม่ได้รันคำสั่งเหล่านี้กับบัญชี Copilot หรือ repository จริงในการจัดทำบทความ
#6. Local Model: อีกความสามารถที่ต้องแยกสถานะให้ชัด
ประกาศวันที่ 28 ตุลาคม 2026 ระบุว่าการเลือกโมเดลในเครื่องอัตโนมัติอยู่ในช่วงทดลองและต้องเปิดใช้งานเอง โดยใช้กับ Fusion Standard และเฉพาะโมเดลที่รองรับ [6]
| ประเด็น | สิ่งที่ควรทราบ |
|---|---|
| โมเดลที่ประกาศรองรับ | MAI Code 1.1 Flash และ Qwen3.8 Flash Next ภายใต้เงื่อนไขของแต่ละ client |
| การดาวน์โหลดแบบจัดการให้บน Windows | มีเส้นทางผ่าน Windows ML สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ |
| Copilot CLI | รองรับการตั้งค่าโมเดลเองบน Windows, macOS และ Linux ตามข้อกำหนด |
| เพิ่มผ่าน BYOK | ไม่ได้ทำให้โมเดลมีสิทธิ์ถูกเลือกโดย Fusion อัตโนมัติทุกตัว |
| การเชื่อมต่อ | Routing ยังเกิดบน cloud จึงไม่ได้ทำให้ session เป็น offline |
GitHub Copilot app มีข้อจำกัดเพิ่มเติม: intelligent routing สำหรับ local model ณ วันที่ประกาศรองรับโมเดลที่ Windows ML จัดการให้ ส่วนการเชื่อมโมเดลแบบอื่นกับการเลือกใช้โดยตรงเป็นอีกความสามารถหนึ่ง [6]
ก่อนทำแล็บส่วนนี้ ควรตรวจข้อกำหนดฮาร์ดแวร์และคู่มือของ client ที่ใช้จริง ไม่ควรคาดว่าเครื่องที่รัน local LLM ขนาดเล็กได้จะรันโมเดลเหล่านี้ได้ด้วย
#7. ค่าใช้จ่ายและสิ่งที่ต้องตรวจหลังทำงาน
Fusion คิดค่าใช้โมเดลที่เรียกตามอัตราของแต่ละโมเดล ไม่มีค่าบริการ orchestration แยก แต่ขั้นตอนตรวจทานเพิ่มอาจใช้ AI credits มากขึ้น เอกสารระบุส่วนลดค่าโมเดล 30% สำหรับแผนชำระเงินถึง 30 พฤศจิกายน 2026 ควรตรวจเงื่อนไขปัจจุบันก่อนใช้งานจริง [2][7]
อีกข้อจำกัดที่มีผลต่อการพัฒนาโดยตรงคือ เมื่อระบบทิ้งร่างคำตอบ การแก้ไฟล์ที่ร่างนั้นทำไปแล้วไม่ได้ถูกย้อนกลับอัตโนมัติ [2]
สำหรับกิจกรรมในชั้นเรียน แนะนำให้ผู้เรียนตรวจ git diff เทียบกับ requirement และอ่านผลทดสอบก่อน commit ทุกครั้ง การมีโมเดลช่วยตรวจโค้ดควรตามด้วยหลักฐานจากเครื่องมือที่ตรวจพฤติกรรมซอฟต์แวร์ได้จริง
#เอกสารอ้างอิง
- GitHub Changelog — Route and orchestrate models with GitHub Copilot Fusion, 28 October 2026.
- GitHub Docs — About GitHub Copilot Fusion.
- Visual Studio Code — Understand language models.
- Visual Studio Code — AI language models in VS Code.
- GitHub Docs — Choosing a model in GitHub Copilot CLI.
- GitHub Changelog — GitHub Copilot Fusion now supports selection of local models, 28 October 2026.
- GitHub Docs — Optimizing your AI usage to maximize efficiency and reduce cost.
