- 1. Harness คืออะไร
- 2. ประกาศใหม่เกี่ยวข้องกับบริการใดบ้าง
- 3. ความสามารถสำคัญใน Foundry
- 4. วงจรการทำงาน: จากคำขอไปสู่ผลลัพธ์
- 5. หลักฐานด้านประสิทธิภาพที่ Microsoft รายงาน
- 6. เริ่มต้นผ่าน Foundry Portal
- 7. Workshop: Agent วิเคราะห์ผลทดสอบซอฟต์แวร์
- 8. เลือก managed harness หรือ framework ที่ควบคุมเอง
- 9. ค่าใช้จ่ายที่ควรแยกให้ออก
- แหล่งอ้างอิง
Microsoft ประกาศ Microsoft Copilot harness เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026 โดยนำเทคโนโลยีพื้นฐานจากทีม GitHub มาใช้ร่วมกันในประสบการณ์ Copilot ของ Microsoft และเปิดให้ใช้งานผ่าน Microsoft Foundry [1]
แนวคิดหลักคือ การสร้าง Agent ให้ทำงานสำเร็จต้องมีระบบรอบโมเดล ทั้งคำสั่ง บริบท เครื่องมือ สภาพแวดล้อมสำหรับลงมือทำงาน และกลไกควบคุมการทำงาน ระบบส่วนนี้เรียกว่า harness [1]
#1. Harness คืออะไร
ลองนึกถึงงาน “อ่านรายงานผลทดสอบ วิเคราะห์สาเหตุ และสร้างสรุปให้ทีมพัฒนา” โมเดลอาจอธิบายแนวทางได้ แต่ระบบยังต้องเปิดไฟล์ เรียกเครื่องมือ เก็บผลระหว่างทาง และตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อ
แยกความรับผิดชอบเพื่อใช้ในการออกแบบได้ดังนี้:
| ส่วนประกอบ | บทบาทในระบบ Agent | ตัวอย่างในงานทดสอบซอฟต์แวร์ |
|---|---|---|
| Model | ประมวลผลภาษาและให้เหตุผล | อธิบายความเป็นไปได้ของสาเหตุที่เทสต์ล้มเหลว |
| Instructions | กำหนดเป้าหมายและขอบเขต | วิเคราะห์จากหลักฐาน และระบุสิ่งที่ยังไม่ทราบ |
| Context | ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ | ข้อกำหนดระบบ log และรายงานผลทดสอบ |
| Skill | วิธีทำงานที่นำกลับมาใช้ได้ | ขั้นตอนคัดแยกปัญหาจากรายงานทดสอบ |
| Tool | ช่องทางลงมือทำหรือเข้าถึงข้อมูล | อ่านไฟล์ เรียก API หรือค้นหาเอกสาร |
| Harness | ประสานการทำงานรอบโมเดล | ส่งผลจากเครื่องมือกลับให้โมเดลเพื่อพิจารณาขั้นตอนถัดไป |
ตารางนี้เป็นคำอธิบายเชิงแนวคิดของผู้เขียน อิงนิยาม harness ของ Microsoft [1]
การเปลี่ยนโมเดล และ การปรับ harness จึงเป็นคนละแกนของการพัฒนาระบบ: อย่างแรกเปลี่ยนความสามารถของตัวประมวลผล ส่วนอย่างหลังเปลี่ยนเงื่อนไขและกระบวนการที่ช่วยให้โมเดลทำงานได้
#2. ประกาศใหม่เกี่ยวข้องกับบริการใดบ้าง
ควรอ่านสถานะโดยระบุบริการให้ชัดเจน เพราะชื่อเทคโนโลยีร่วมกันไม่ได้หมายความว่าทุกบริการมีฟีเจอร์และเงื่อนไขเหมือนกัน
| บริการหรือบริบท | สิ่งที่ประกาศหรือระบุในเอกสาร | ความหมายต่อผู้ใช้งาน |
|---|---|---|
| Microsoft Foundry Agent Service | เปิด Microsoft Copilot harness แบบ Public Preview วันที่ 28 ต.ค. 2026 [2] | ใช้ managed harness สำหรับ prompt agent ได้ตามข้อจำกัดของ preview |
| Microsoft Copilot Studio | เปลี่ยนชื่อจาก GitHub Copilot harness เป็น Microsoft Copilot harness [3] | การเปลี่ยนชื่อนี้ไม่เปลี่ยนความสามารถหรือการคิดค่าบริการของ Agent เดิม |
| ประสบการณ์ Copilot ของ Microsoft | Microsoft วาง harness เป็นรากฐานร่วมในหลายผลิตภัณฑ์ [1] | ต้องตรวจสอบความสามารถจริงจากเอกสารของผลิตภัณฑ์ที่ใช้งาน |
เอกสารบางหน้าอาจยังใช้ชื่อ GitHub Copilot harness ในช่วงเปลี่ยนผ่าน Microsoft ระบุว่าชื่อใหม่จะทยอยปรากฏในผลิตภัณฑ์ [3]
สำหรับ Copilot Studio เอกสารชี้แจงว่า harness นี้เป็นสภาพแวดล้อมสำหรับสร้างและรัน Agent ภายใน Copilot Studio ข้อมูลลูกค้าไม่ได้ถูกส่งไปประมวลผลโดยบริการ GitHub Copilot เพียงเพราะ harness มีรากฐานเทคโนโลยีร่วมกัน [4]
#3. ความสามารถสำคัญใน Foundry
ประกาศ Foundry จัดความสามารถหลักไว้สี่กลุ่ม [2]:
- Reusable skills — รวมขั้นตอน คำสั่ง สคริปต์ และทรัพยากรที่ใช้ซ้ำได้
- Connected tools — เชื่อมเครื่องมือที่รองรับ รวมถึง MCP โดยตั้งค่าการยืนยันตัวตนและการอนุมัติตามข้อกำหนด
- Execution and delegation — ทำงานกับไฟล์และโค้ด รวมถึงมอบหมายงานที่มีขอบเขตให้ subagents ภายในระบบ
- Source-controlled definitions — เก็บนิยาม Agent และทรัพยากรประกอบร่วมกับซอร์สโค้ดของแอปพลิเคชัน
ในเส้นทาง managed harness นั้น Microsoft ดูแล agent loop และ sandbox ส่วนทีมพัฒนากำหนดความรู้ วิธีทำงาน เครื่องมือ และโมเดลที่รองรับ [2]
#Skill กับ Tool ต่างกันอย่างไร
Skill อธิบายวิธีทำงาน เช่น “ตรวจหลักฐานก่อนจัดระดับความรุนแรงของข้อผิดพลาด” ส่วน Tool ทำให้เข้าถึงบริการหรือดำเนินการได้จริง เช่น API ดึงข้อมูล issue [5]
การมี Skill ที่ดีจึงยังต้องมีข้อมูลและเครื่องมือที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน การเชื่อมเครื่องมือจำนวนมากก็ยังต้องมีคำสั่งและขอบเขตงานที่ชัดเจน
#Subagents กับ Connected agents
Foundry ประกาศความสามารถ built-in subagents ภายใน harness [2] ขณะที่เอกสาร Copilot Studio อธิบายการมอบหมายงานให้ Agent แยกต่างหากผ่าน Connected agents และระบุว่าแนวคิด child agents แบบเดิมไม่ได้มีใน harness นี้ [5] ควรใช้คำตามบริการที่กำลังออกแบบ
#4. วงจรการทำงาน: จากคำขอไปสู่ผลลัพธ์
แผนภาพนี้เป็นภาพอธิบายเชิงแนวคิด ไม่ใช่รายละเอียด implementation ภายในของ Microsoft
flowchart TD
A["คำขอและขอบเขตงาน"] --> B["Harness จัดบริบทและคำสั่ง"]
B --> C["Model พิจารณาขั้นตอนถัดไป"]
C --> D{"ต้องใช้เครื่องมือหรือไม่"}
D -->|ต้องใช้| E["เรียก Tool ตามสิทธิ์และนโยบาย"]
E --> F["รับผลหรือข้อผิดพลาด"]
F --> B
D -->|ข้อมูลเพียงพอ| G["สร้างผลลัพธ์พร้อมหลักฐาน"]
ตัวอย่างเช่น เมื่อเครื่องมืออ่านข้อมูลไม่ได้ ระบบต้องนำข้อผิดพลาดกลับมาพิจารณา อาจลองใหม่ เปลี่ยนวิธี หรือรายงานข้อจำกัด ทั้งนี้ต้องอยู่ภายในขอบเขตที่ตั้งไว้ การทำงานหลายรอบไม่ได้รับประกันว่างานจะสำเร็จเสมอ
#5. หลักฐานด้านประสิทธิภาพที่ Microsoft รายงาน
Microsoft เผยแพร่ผลเปรียบเทียบภายในระหว่าง Microsoft Copilot harness และ Standard harness ในบริบท Copilot Studio เมื่อเดือนตุลาคม 2026 [3]
| ตัวชี้วัด | ผลที่ Microsoft รายงาน | วิธีอ่านตัวเลข |
|---|---|---|
| Evaluation pass rate เมื่อใช้โมเดล OpenAI | เพิ่ม 10.8 จุดเปอร์เซ็นต์ | เป็นส่วนต่างของอัตราผ่าน |
| Evaluation pass rate เมื่อใช้โมเดล Anthropic | เพิ่ม 22.1 จุดเปอร์เซ็นต์ | ขึ้นกับงานและการตั้งค่าที่ประเมิน |
| พฤติกรรมดำเนินงานต่อหลัง tool call ล้มเหลว | 84–91% เทียบกับต่ำกว่า 7% ของ Standard harness | ยังไม่เท่ากับอัตราสำเร็จของงานทั้งหมด |
| ต้นทุนสุทธิของการประมวลผล input | ลด 15–21% ในการประเมินดังกล่าว | ไม่ใช่ส่วนลดต้นทุนรวมของแอปพลิเคชันทุกกรณี |
ผลเหล่านี้เป็น ข้อมูลประเมินภายในของผู้ให้บริการ ไม่ใช่การทดลองที่ผู้เขียนบทความนี้ทำซ้ำ และ Microsoft ระบุว่าผลเปลี่ยนแปลงได้ตาม model, build, configuration และ scenario [3]
สำหรับการทดลองทางวิชาการ สามารถตั้งคำถามต่อได้ว่า เมื่อคงโมเดล ชุดงาน และข้อมูลให้เหมือนกัน การเปลี่ยน orchestration และวิธีจัดบริบทจะเปลี่ยน task success, latency และต้นทุนมากเพียงใด
#6. เริ่มต้นผ่าน Foundry Portal
เอกสาร Microsoft Learn ระบุว่าต้องมี Foundry project ใน region ที่รองรับ โมเดลที่รองรับ reasoning และ tool calling และสิทธิ์ที่เหมาะสมกับ project และเครื่องมือ [6][7]
ขั้นตอนเริ่มต้นตามเส้นทาง Portal [6]:
- เปิด Microsoft Foundry แบบประสบการณ์ใหม่ และเลือก project ที่รองรับ
- เลือกสร้าง Agent ใหม่ ตั้งชื่อ และใช้ interaction mode แบบ Text
- เลือก Use the Microsoft Copilot harness แล้วสร้าง Agent
- กำหนด instructions และทรัพยากรที่จำเป็นกับงาน
- บันทึกและเริ่มแชตใหม่ รอให้เวอร์ชันที่แก้ไขพร้อมใช้งาน
- ทดสอบและตรวจ response trace ว่ามีการเรียกเครื่องมือตามที่คาดไว้
ช่วง initial public preview ต้องเลือก harness ตั้งแต่สร้าง Agent และยังไม่รองรับการเปลี่ยน harness ของ Agent เดิม [6]
บทความนี้ไม่ได้ deploy ทรัพยากร Azure หรือรันทดสอบ Agent จริง ขั้นตอนเป็นแนวทางจากเอกสาร ณ วันที่ตรวจสอบ
#ข้อจำกัดที่มีผลต่อการออกแบบ
- การรองรับ region, model และ quota ต้องตรวจสอบจากตารางล่าสุด [7]
- Workspace และ sandbox สำหรับการทำงานไม่ใช่ที่เก็บผลลัพธ์ถาวร ควรส่งออกงานสำคัญไปยังบริการจัดเก็บที่เหมาะสม [6]
- Foundry รองรับโมเดลตามข้อกำหนดของบริการ การประกาศ multi-model ในภาพรวมไม่ได้แปลว่า preview รองรับโมเดลใดก็ได้ [1][6]
#7. Workshop: Agent วิเคราะห์ผลทดสอบซอฟต์แวร์
ส่วนนี้เป็น กิจกรรมที่ผู้เขียนออกแบบเพิ่มเติม เพื่อสอนแนวคิด harness ไม่ใช่ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ Microsoft รับรองหรือระบบที่รันทดสอบแล้ว
#เป้าหมายการเรียนรู้
เมื่อจบกิจกรรม ผู้เรียนควรอธิบายความต่างระหว่าง Model, Skill และ Tool ได้ และตรวจสอบได้ว่า Agent สรุปจากข้อมูลจริงหรือเพียงเสนอสมมติฐาน
#ข้อมูลจำลอง
ใช้ข้อมูลนี้เป็นข้อความหรือไฟล์ตัวอย่างที่เครื่องมืออ่านได้:
{
"run_id": "demo-run-001",
"tests": [
{"name": "login_valid_user", "status": "passed"},
{
"name": "checkout_submit",
"status": "failed",
"error": "Timeout while waiting for the confirmation message"
},
{"name": "profile_update", "status": "passed"}
]
}
#Instructions ตัวอย่าง
คุณเป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ผลทดสอบสำหรับทีมพัฒนาซอฟต์แวร์
อ่านข้อมูลที่ให้มา และอ้างชื่อ test case ทุกครั้งที่กล่าวถึงปัญหา
แยกสิ่งที่พบจากข้อมูลออกจากสมมติฐานเกี่ยวกับสาเหตุ
ถ้าข้อมูลไม่พอ ให้ระบุหลักฐานเพิ่มเติมที่ต้องใช้
ส่งสรุปจำนวนผ่านและล้มเหลว ตารางปัญหา และขั้นตอนตรวจสอบต่อไป
#ขั้นตอนของ Skill ที่ผู้เรียนควรออกแบบ
- ตรวจรูปแบบข้อมูลและจำนวนรายการ
- แยกผลทดสอบผ่าน ล้มเหลว และสถานะอื่นที่พบจริง
- ดึงข้อความผิดพลาดโดยรักษาความหมายเดิม
- เสนอสมมติฐานพร้อมหลักฐานที่สนับสนุนหรือยังขาด
- สรุปแนวทางตรวจสอบ โดยอ้างกลับไปยัง test case
#คำขอสำหรับทดลอง
วิเคราะห์ demo-run-001 จากข้อมูลที่แนบ
สรุปจำนวน test ที่ผ่านและล้มเหลว
อธิบายสิ่งที่ทราบเกี่ยวกับ checkout_submit
เสนอสิ่งที่ควรตรวจต่อ โดยแยกข้อเท็จจริงและสมมติฐาน
#ผลที่ควรตรวจพบ
- มีทั้งหมด 3 test cases: ผ่าน 2 และล้มเหลว 1
checkout_submitล้มเหลวด้วย timeout ขณะรอข้อความยืนยัน- ข้อมูลยังไม่พอระบุว่าเป็นปัญหาของแอป เครือข่าย locator หรือเวลารอ
- หลักฐานต่อไปที่อาจช่วยได้ ได้แก่ trace, screenshot และผลตอบกลับของ API ในช่วงเกิดเหตุ
#ออกแบบการเปรียบเทียบในชั้นเรียน
| เงื่อนไข | สิ่งที่กำหนดให้ Agent | สิ่งที่ต้องการสังเกต |
|---|---|---|
| A | Instructions และข้อมูลตัวอย่าง | ความถูกต้องพื้นฐานและการยอมรับข้อมูลไม่พอ |
| B | เพิ่มขั้นตอนวิเคราะห์ที่ใช้ซ้ำได้ | รูปแบบรายงานและการตรวจหลักฐานครบถ้วนขึ้นหรือไม่ |
| C | เพิ่ม Tool สำหรับอ่านหลักฐานประกอบ | การเลือกใช้เครื่องมือและการอ้างอิงผล |
ควรใช้โมเดลและชุดกรณีเดียวกันในทุกเงื่อนไข พร้อมบันทึก latency, จำนวน tool calls และต้นทุนต่อกรณี การเปรียบเทียบนี้ประเมินผลจากการเพิ่มองค์ประกอบในระบบ ไม่ใช่หลักฐานเชิงสาเหตุของ harness ทั้งระบบ เพราะหลายกลไกยังเปลี่ยนร่วมกันได้
เพิ่มกรณีทดสอบอย่างน้อยสามแบบ: ข้อมูลครบ, ข้อมูลบางส่วนหาย และเครื่องมือคืนข้อผิดพลาด จากนั้นตรวจว่า Agent สร้างรายละเอียดที่ไม่มีในหลักฐานหรือไม่
#8. เลือก managed harness หรือ framework ที่ควบคุมเอง
Foundry แยกทางเลือก prompt agents ที่ใช้ Copilot harness ออกจาก hosted agents ซึ่งรองรับการนำ framework และ agent loop ของทีมเองมารัน [2]
| ความต้องการของโครงการ | แนวทางพิจารณา |
|---|---|
| ต้องการให้บริการจัดการ runtime และการประสานงานรอบโมเดล | ประเมิน prompt agent ที่ใช้ Copilot harness |
| ต้องปรับ agent loop, middleware หรือ dependencies อย่างละเอียด | ประเมิน hosted agent หรือแนวทางที่ทีมเป็นเจ้าของ execution logic |
| ต้องทดลองโครงสร้าง orchestration หลายแบบในงานวิจัย | กำหนดองค์ประกอบที่ต้องควบคุมและตรวจว่าบริการเปิดให้ปรับได้เพียงใด |
| ต้องใช้ชุดเครื่องมือเฉพาะขององค์กร | ตรวจความเข้ากันได้ สิทธิ์ และข้อจำกัดของเครื่องมือก่อนเลือกเส้นทาง |
ข้อเสนอในตารางเป็นการตีความเชิงออกแบบ ไม่ใช่การจัดอันดับว่าแนวทางใดดีกว่าในทุกสถานการณ์
ใน Copilot Studio ยังมี Standard harness ที่ได้รับการสนับสนุนควบคู่กัน และเอกสารระบุว่าไม่มีการบังคับเปลี่ยน [5]
#9. ค่าใช้จ่ายที่ควรแยกให้ออก
ประกาศ Foundry ระบุว่าเริ่มคิดค่า harness runtime วันที่ 1 ธันวาคม 2026 ก่อนวันดังกล่าว runtime ใช้ได้โดยไม่มีค่า runtime แต่ยังมีค่า model inference เครื่องมือ และบริการที่คิดแยกตามเงื่อนไข [2]
สำหรับ Copilot Studio การเปลี่ยนชื่อ harness ไม่เปลี่ยน billing ของ Agent เดิม และการใช้งานอยู่ภายใต้เงื่อนไขการคิดค่าบริการของ Copilot Studio [3][5] จึงไม่ควรนำราคา Foundry ไปใช้ประมาณค่าใช้จ่ายของ Copilot Studio โดยตรง
ก่อนนำไปทำแล็บ ให้ตรวจสอบราคาและสิทธิ์ของบัญชีที่ใช้จริง แล้วบันทึกค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งงานที่ทำสำเร็จควบคู่กับคุณภาพผลลัพธ์
#แหล่งอ้างอิง
- Microsoft: Introducing the Microsoft Copilot harness — ประกาศภาพรวม วันที่ 28 ต.ค. 2026
- Microsoft Foundry Blog: Microsoft Copilot harness in Foundry Agent Service — Public Preview ความสามารถ ทางเลือก runtime และการคิดค่าบริการ
- Microsoft Copilot Blog: The GitHub Copilot harness is now the Microsoft Copilot harness — การเปลี่ยนชื่อและผลประเมินภายใน
- Microsoft Learn: Agents powered by the GitHub Copilot harness overview — แนวคิดใน Copilot Studio
- Microsoft Learn: FAQ for agents powered by the GitHub Copilot harness — Skills, tools, connected agents และสถานะ Standard harness
- Microsoft Learn: Use the Microsoft Copilot harness with prompt agents — วิธีเริ่มต้นและข้อกำหนดทางเทคนิค
- Microsoft Learn: Quotas and limits for Foundry Agent Service — Region, model และข้อจำกัดบริการ
- Microsoft Learn: Quickstart — Create a web research agent — ตัวอย่างต่อยอดจากเอกสารทางการ
