คู่มือภาษาไทยสำหรับเริ่มใช้ AI Coding Agent ผ่าน Terminal พร้อมตัวอย่าง config และเวิร์กช็อปสลับโมเดล

#1. OpenCode คืออะไร

info-opencode-openai-claude-gemini

OpenCode เป็น AI Coding Agent แบบโอเพนซอร์ส ใช้ช่วยอ่านโค้ด อธิบายโปรเจกต์ วางแผนพัฒนา แก้ไขไฟล์ และเรียกเครื่องมือในสภาพแวดล้อมพัฒนาได้ โดยมีทั้ง Terminal, Desktop และ Web interface [1]

การใช้งานผ่าน Terminal ทำให้เราทำงานกับโปรเจกต์เดิมได้โดยตรง และเลือกเชื่อมต่อผู้ให้บริการโมเดลที่ต้องการได้

แยกคำศัพท์สามคำนี้ก่อนเริ่มต้น:

คำศัพท์ ความหมาย ตัวอย่าง
Agent / เครื่องมือ โปรแกรมที่จัดการบทสนทนา บริบท และการเรียกเครื่องมือ OpenCode
Provider ผู้ให้บริการที่รับคำขอไปประมวลผล OpenAI, Anthropic, Google
Model โมเดลที่ใช้ตอบหรือทำงานในคำขอนั้น โมเดลตระกูล GPT, Claude, Gemini

ดังนั้น Claude เป็นชื่อโมเดลของ Anthropic และ Gemini เป็นชื่อโมเดลของ Google ส่วน OpenCode เป็นเครื่องมือที่เราใช้ทำงานกับโมเดลเหล่านั้น

การเชื่อมต่อครบสามค่ายทำให้เลือกหรือสลับโมเดลได้ การส่งหนึ่งข้อความไม่ได้หมายความว่าจะเรียกทั้งสามค่ายมาช่วยกันโดยอัตโนมัติ

#2. ตรวจสอบเวอร์ชันก่อนติดตั้ง

ปัจจุบันเอกสารทางการแยก OpenCode V1 และ V2 ทั้งสองรุ่นใช้ชื่อคำสั่ง opencode เหมือนกัน จึงต้องเลือกแพ็กเกจให้ตรงกับคู่มือ [1][2]

รายการ OpenCode V1 OpenCode V2 ที่ใช้ในบทความ
npm package opencode-ai @opencode/cli
Homebrew anomalyco/tap/opencode anomalyco/tap/opencode-v2
config ของ provider แบบ native provider providers
options ของ provider แบบ native options settings

ตรวจสอบคำสั่งที่มีอยู่ในเครื่อง:

opencode --version
opencode --help

หากเคยติดตั้ง V1 ด้วย package manager ให้ถอนแพ็กเกจ V1 ด้วย package manager เดิมก่อนติดตั้ง V2 และเก็บสำเนาการตั้งค่าเดิมไว้ระหว่างตรวจสอบการย้ายรุ่น เอกสารระบุว่า V2 รองรับการแปลงค่าจาก V1 หลายส่วน แต่ plugin และ server integration มีข้อแตกต่างที่ต้องตรวจสอบ [2]

#3. ติดตั้ง OpenCode V2

เลือกวิธีใดวิธีหนึ่งต่อไปนี้ [1]

#วิธีที่ 1: npm

เหมาะกับเครื่องที่ติดตั้ง Node.js และ npm แล้ว:

npm install -g @opencode/cli

#วิธีที่ 2: Homebrew บน macOS หรือ Linux

brew install anomalyco/tap/opencode-v2

#วิธีที่ 3: Installation script บน macOS หรือ Linux

curl -fsSL https://opencode.ai/v2/install | bash

สำหรับ Windows เอกสาร V2 มี standalone binary ให้ดาวน์โหลด เลือกไฟล์ให้ตรงกับสถาปัตยกรรมเครื่องจากหน้าเริ่มต้น หากใช้ WSL ให้ติดตั้งภายใน Linux environment นั้น [1]

หลังติดตั้ง เปิด Terminal ใหม่หากจำเป็น แล้วตรวจสอบ:

opencode --version

#4. เตรียมบัญชีและ API key

บทความนี้ใช้ API key ของแต่ละ provider เป็นวิธีหลัก เพื่อให้ขั้นตอนเชื่อมต่อมีรูปแบบใกล้เคียงกัน

โมเดลที่ต้องการใช้ Provider ใน OpenCode ที่สร้าง API key
โมเดลของ OpenAI OpenAI / openai OpenAI Platform
Claude Anthropic / anthropic Claude Console
Gemini Google / google Google AI Studio

OpenAI ให้เก็บ key เป็นความลับและโหลดผ่าน environment variable หรือระบบจัดการ secrets ส่วน Claude API ใช้ key จาก Console และ Gemini API ใช้ key ที่จัดการผ่าน Google AI Studio [9][10][11]

ก่อนเริ่มงาน ให้ตรวจสอบใน dashboard ว่าบัญชีมีโควตา เครดิตหรือ billing ที่จำเป็น และมีสิทธิ์เข้าถึงโมเดลที่เลือก การสร้าง key สำเร็จเพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าทุกโมเดลจะใช้งานได้

#API key กับการเข้าสู่ระบบผ่านบัญชีต่างกันอย่างไร

OpenCode รองรับวิธี authentication ตาม integration ที่มีอยู่ในรุ่นและสภาพแวดล้อมนั้น เช่น API key หรือ OAuth ดูตัวเลือกจริงจาก /connect หรือ opencode auth login [3]

อย่าสรุปว่าสมาชิกเว็บแชตรายเดือนจะกลายเป็นเครดิต API โดยอัตโนมัติ หากเลือก API key ให้ตรวจสอบค่าใช้จ่ายในระบบ API ของ provider นั้น หากเลือก OAuth ให้ตรวจสอบสิทธิ์และข้อจำกัดของวิธีที่ปรากฏในหน้าจอ

#5. วิธีเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด: ใช้ /connect

เปิด Terminal ในโปรเจกต์:

cd /path/to/your-project
opencode

คำสั่งที่ขึ้นต้นด้วย / ต่อไปนี้พิมพ์ ภายในหน้าจอ OpenCode ไม่ใช่ใน Bash, Zsh หรือ PowerShell

#5.1 เชื่อมต่อ OpenAI

  1. พิมพ์ /connect
  2. เลือก OpenAI
  3. เลือกวิธีใส่ API key หากหน้าจอมีหลายวิธี
  4. ใส่ key ของ OpenAI ในช่องรับข้อมูล
  5. พิมพ์ /models แล้วเลือกโมเดลของ OpenAI ที่ต้องการ

#5.2 เชื่อมต่อ Claude

  1. พิมพ์ /connect
  2. เลือก Anthropic
  3. เลือกวิธีใส่ API key
  4. ใส่ key จาก Claude Console
  5. พิมพ์ /models แล้วเลือกโมเดล Claude

#5.3 เชื่อมต่อ Gemini

  1. พิมพ์ /connect
  2. เลือก Google ซึ่งใช้ provider ID ว่า google
  3. เลือกวิธีใส่ API key
  4. ใส่ Gemini API key จาก Google AI Studio
  5. พิมพ์ /models แล้วเลือกโมเดล Gemini

ขั้นตอนร่วมคือ เชื่อมต่อ provider → เลือกโมเดล → เริ่มส่งงาน รายการที่เห็นขึ้นอยู่กับ server โปรเจกต์ และ integration ที่พร้อมใช้งาน [3][4]

Google Gemini API จาก AI Studio กับ Google Vertex AI เป็นคนละเส้นทางเชื่อมต่อ ในเวิร์กช็อปนี้เลือก google ไม่ใช่ google-vertex ซึ่งต้องตั้งค่า Google Cloud และ authentication เพิ่มเติม [4]

ทดลองส่งข้อความสั้นหลังเชื่อมต่อแต่ละค่าย:

ตอบเป็นภาษาไทย อธิบายความแตกต่างระหว่าง unit test กับ integration test
ไม่ต้องอ่านหรือแก้ไขไฟล์ในโปรเจกต์

หากได้รับคำตอบสำเร็จ แสดงว่าเส้นทางที่เลือกส่งคำขอได้ในขณะนั้น จากนั้นจึงทดสอบงานอ่านไฟล์หรือเรียกเครื่องมือต่อ

#6. จัดการการเชื่อมต่อผ่าน CLI

นอกจาก /connect ภายใน TUI ยังใช้คำสั่งจาก Terminal ได้ [3][5]

# เปิดหน้าจอเลือก provider
opencode auth login

# เลือก OpenAI โดยตรง แล้วทำตามตัวเลือก authentication ที่แสดง
opencode auth login openai

# ตัวอย่างระบุวิธี API key ของ Anthropic
opencode auth login anthropic --method key

# ตรวจสอบการเชื่อมต่อที่มี
opencode auth list

หากมีหลายบัญชีของ provider เดียวกัน ให้ใช้ /connect เข้าไปจัดการและเลือกบัญชีที่ต้องการใช้งาน

V2 เก็บบัญชีและ credentials ที่บันทึกไว้ในฐานข้อมูลของ server ส่วน V1 ใช้ auth.json จึงไม่ควรยึดตำแหน่งเก็บข้อมูลจากคู่มือ V1 มาใช้กับ V2 โดยตรง [3]

#7. ตั้งค่าทั้งสามค่ายด้วย environment variables

วิธีนี้เหมาะกับคนที่ต้องการจัดการ secrets ผ่าน environment ของเครื่องหรือระบบ CI

สร้างไฟล์ opencode.json ที่รากโปรเจกต์ โดยใช้รูปแบบ V2:

{
  "$schema": "https://opencode.ai/config.json",
  "providers": {
    "openai": {
      "env": ["OPENAI_API_KEY"],
      "settings": {
        "apiKey": "{env:OPENAI_API_KEY}"
      }
    },
    "anthropic": {
      "env": ["ANTHROPIC_API_KEY"],
      "settings": {
        "apiKey": "{env:ANTHROPIC_API_KEY}"
      }
    },
    "google": {
      "env": ["GEMINI_API_KEY"],
      "settings": {
        "apiKey": "{env:GEMINI_API_KEY}"
      }
    }
  }
}

ตัวอย่างนี้ระบุชื่อ environment variable เองผ่าน env และอ้างค่าผ่าน settings.apiKey จึงไม่ต้องเดาว่าแต่ละ integration มีชื่อตัวแปรเริ่มต้นอะไร โดยเฉพาะชื่อ key ของ Google ที่อาจต่างกันระหว่างเครื่องมือ [4][6]

ยังไม่ใส่ model ในขั้นนี้ ให้ใช้ /models เลือกจากรายการจริงก่อน

#macOS / Linux: Bash หรือ Zsh

export OPENAI_API_KEY="YOUR_OPENAI_API_KEY"
export ANTHROPIC_API_KEY="YOUR_ANTHROPIC_API_KEY"
export GEMINI_API_KEY="YOUR_GEMINI_API_KEY"

opencode --standalone

ค่าที่เขียนว่า YOUR_... เป็น placeholder ต้องแทนด้วย key ของตนเองบนเครื่อง และไม่ควรบันทึกคำสั่งที่มี key จริงไว้ในเอกสารหรือแชร์ภาพหน้าจอ

#Windows PowerShell

$env:OPENAI_API_KEY = "YOUR_OPENAI_API_KEY"
$env:ANTHROPIC_API_KEY = "YOUR_ANTHROPIC_API_KEY"
$env:GEMINI_API_KEY = "YOUR_GEMINI_API_KEY"

opencode --standalone

#เหตุผลที่ใช้ --standalone

V2 ใช้ shared background server ตามค่าเริ่มต้น การตั้งตัวแปรใน Terminal ที่เพิ่งเปิดอาจไม่ส่งต่อไปยัง server เดิมที่กำลังทำงานอยู่ การเปิดด้วย --standalone ทำให้ server ส่วนตัวเริ่มจาก environment ของคำสั่งนั้น [3][7]

หากใช้งานผ่าน shared service เป็นประจำ ให้ตั้ง environment ของ service ตามเอกสารทางการ และตรวจสอบบัญชีที่กำลัง active เพราะบัญชีที่บันทึกไว้อาจมีลำดับความสำคัญเหนือ environment connection [3]

ไฟล์ .env ในโปรเจกต์ไม่ควรถูกสมมติว่าจะโหลดเข้าสู่ OpenCode โดยอัตโนมัติ ต้องมีวิธีส่งค่าเข้าสู่ process ที่ใช้งานจริง

#8. เลือกโมเดลและกำหนดค่าเริ่มต้น

ภายใน OpenCode ใช้:

/models

หรือดูรายการจาก Terminal:

opencode models

รูปแบบอ้างอิงโมเดลคือ:

provider/model-id

ตัวอย่างเชิงรูปแบบ:

openai/<model-id-from-your-list>
anthropic/<model-id-from-your-list>
google/<model-id-from-your-list>

ข้อความใน <...> เป็น placeholder ไม่ใช่ชื่อโมเดลจริง ให้คัดลอก ID จากรายการของคุณ ชื่อโมเดลและสิทธิ์ใช้งานเปลี่ยนได้ ไม่ควรเดาจากชื่อที่เห็นในเว็บแชต [8]

เมื่อต้องการค่าเริ่มต้นสำหรับงานใหม่ ให้เพิ่ม model ใน config เดิม ตัวอย่างต่อไปนี้เป็น template ที่ต้องแทน placeholder ก่อนใช้:

{
  "$schema": "https://opencode.ai/config.json",
  "model": "openai/REPLACE_WITH_AN_AVAILABLE_MODEL_ID"
}

การเลือกด้วย /models มีผลต่อ session ปัจจุบัน ส่วนการแก้ model ใน config ใช้ตั้งค่าเริ่มต้น และไม่ได้เปลี่ยนโมเดลที่ session เดิมเลือกไว้อัตโนมัติ [8]

#ส่งงานหนึ่งครั้งจาก Terminal

แทนค่า ID ในตัวอย่างนี้ก่อนรัน:

opencode run --standalone --model "openai/REPLACE_WITH_AN_AVAILABLE_MODEL_ID" "อธิบายโครงสร้างโปรเจกต์นี้เป็นภาษาไทย โดยไม่แก้ไขไฟล์"

เปลี่ยนเป็น anthropic/... หรือ google/... เพื่อใช้ provider อื่น ต้องเชื่อมต่อหรือส่ง credentials ให้พร้อมก่อน [5][8]

#9. เวิร์กช็อป: ใช้สามค่ายช่วยพัฒนาฟังก์ชันคิดส่วนลด

ตัวอย่างนี้เป็น workflow ที่ผู้เขียนเสนอสำหรับฝึกใช้งาน ใช้โมเดลทีละขั้น ไม่ใช่ผลเปรียบเทียบว่าโมเดลค่ายใดเก่งที่สุด

#9.1 เตรียมโปรเจกต์

ใช้ Node.js รุ่นที่รองรับ built-in test runner:

mkdir opencode-discount-lab
cd opencode-discount-lab
npm init -y
npm pkg set type=module
npm pkg set scripts.test="node --test"
git init

เริ่ม OpenCode แล้วเชื่อมต่อ provider ตามขั้นตอนก่อนหน้า หากใช้ config และ environment variables ให้เปิดด้วย opencode --standalone

#9.2 ใช้ OpenAI ช่วยวางแผน

เลือกโมเดลของ OpenAI ผ่าน /models และเลือก Plan ผ่าน /agents จากนั้นส่ง:

วางแผนสร้าง JavaScript module สำหรับคำนวณราคาหลังหักส่วนลด

ข้อกำหนด:
- ฟังก์ชันชื่อ calculateDiscountedPrice(price, discountPercent)
- price ต้องเป็น finite number และไม่ติดลบ
- discountPercent ต้องเป็น finite number ระหว่าง 0 ถึง 100
- input ไม่ถูกต้องให้โยน RangeError
- ผลลัพธ์ปัดเป็นทศนิยม 2 ตำแหน่งและคืนเป็น number
- ใช้ Node.js built-in test runner ไม่เพิ่ม dependency

แจกแจง test cases และไฟล์ที่จำเป็นก่อน ยังไม่แก้ไฟล์

Plan agent ใช้สำรวจและวางแผนโดยไม่แก้ไฟล์โปรเจกต์ปกติ แต่สิทธิ์เรียก shell ยังขึ้นกับการตั้งค่า ไม่ควรถือว่าการพิมพ์คำว่า “วางแผน” เป็นตัวแทนของการกำหนดสิทธิ์เครื่องมือ [12]

#9.3 ใช้ Claude ช่วยลงมือเขียน

สลับไปโมเดล Claude ผ่าน /models และเลือก Build ผ่าน /agents ส่งข้อกำหนดเดิมพร้อมแผนที่ยอมรับแล้ว:

สร้าง calculate-discount.js และ calculate-discount.test.js
ตามข้อกำหนดและแผนที่ยอมรับแล้ว

ใช้ node:test และ node:assert/strict
ให้ครอบคลุมราคาปกติ ส่วนลด 0% และ 100% การปัดทศนิยม
ค่าติดลบ ค่าเกินช่วง NaN Infinity และ input ที่ไม่ใช่ number

รัน npm test แล้วสรุปไฟล์ที่เปลี่ยนและผลการทดสอบ
หากรันไม่ได้ ให้บอกเหตุผลจริง ห้ามรายงานว่าผ่านโดยไม่ได้รัน

ตัวอย่างผลลัพธ์ที่คาดหวัง:

Input ผลลัพธ์
calculateDiscountedPrice(100, 10) 90
calculateDiscountedPrice(100, 0) 100
calculateDiscountedPrice(100, 100) 0
calculateDiscountedPrice(99.99, 15) 84.99
calculateDiscountedPrice(-1, 10) RangeError
calculateDiscountedPrice(100, 101) RangeError
calculateDiscountedPrice("100", 10) RangeError

#9.4 ใช้ Gemini ช่วยตรวจทาน

สลับไปโมเดล Gemini จาก /models แล้วส่ง:

ตรวจทาน @calculate-discount.js และ @calculate-discount.test.js
เทียบกับข้อกำหนดฟังก์ชันคิดส่วนลด

เน้น validation, floating-point rounding และ test cases ที่ยังขาด
รายงานแต่ละประเด็นพร้อมตัวอย่าง input ที่ทำให้เห็นปัญหา
ยังไม่แก้ไขไฟล์ และอย่ารันคำสั่งที่เปลี่ยนไฟล์

OpenCode รองรับการพิมพ์ @ เพื่อเลือกไฟล์เป็นบริบท หากเปิด session ใหม่ ให้แนบข้อกำหนดหรือแผนเดิมด้วย ไม่ควรคาดหวังว่าโมเดลจะรู้รายละเอียดจาก session อื่น [13]

ข้อความ “ยังไม่แก้ไขไฟล์” เป็นคำสั่งเชิงพฤติกรรม หากต้องการบังคับสิทธิ์แบบอ่านอย่างเดียว ให้กำหนด permissions หรือ reviewer agent เพิ่มเติมตามเอกสาร [12]

#9.5 ตรวจสอบด้วยตนเอง

npm test
git status --short
git diff

เพราะไฟล์ที่สร้างใหม่ยังเป็น untracked file ให้เปิดอ่านไฟล์เหล่านั้นด้วย git diff ปกติไม่แสดงเนื้อหาไฟล์ untracked

สำหรับระบบการเงินจริง ควรออกแบบกฎการปัดเศษและการแทนจำนวนเงินให้ชัดเจน ตัวอย่างนี้เป็นแบบฝึกใช้ agent กับ JavaScript number เท่านั้น

#10. เขียน AGENTS.md ให้ทุกโมเดลทำงานตามกติกาเดียวกัน

OpenCode อ่าน project instructions จาก AGENTS.md ได้ [14] ตัวอย่างเนื้อหาที่แนะนำสำหรับเวิร์กช็อป:

# Project Instructions

## Project
- JavaScript ES modules on Node.js
- Test command: npm test

## Working rules
- อธิบายและสรุปงานเป็นภาษาไทย
- อ่านไฟล์ที่เกี่ยวข้องก่อนแก้ไข
- ห้ามเพิ่ม dependency โดยไม่มีเหตุผลที่จำเป็น
- งานแก้พฤติกรรมต้องมี test case ที่เกี่ยวข้อง
- รายงานคำสั่งทดสอบและผลที่เกิดขึ้นจริง
- ห้ามอ่านหรือแสดงค่า API keys และไฟล์ secrets
- ก่อนจบงาน ระบุไฟล์ที่เปลี่ยนและประเด็นที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ

ไฟล์นี้ช่วยทำให้ข้อกำหนดงานสม่ำเสมอเมื่อสลับโมเดล แต่ไม่ใช่ตัวแทนของระบบ permissions หรือการตรวจทานโค้ด

#11. ปัญหาที่พบบ่อย

ตารางนี้เป็นแนวทางวินิจฉัยเบื้องต้น ต้องอ่าน error message จาก provider และรุ่นที่ใช้อยู่ประกอบ

อาการ สิ่งที่ควรตรวจสอบ
opencode ไม่พบคำสั่ง การติดตั้ง PATH และ Terminal ที่เปิดหลังติดตั้ง
หน้าจอหรือ config ไม่ตรงบทความ ตรวจ opencode --version และแพ็กเกจ V1/V2
401 / authentication failed key ถูกต้อง ยังใช้งานได้ และเลือก provider ถูกค่าย
403 / access denied สิทธิ์บัญชี โปรเจกต์ โมเดล และข้อจำกัดของ key
429 / quota หรือ rate limit โควตา ความถี่คำขอ และ billing ของ provider
Model not found คัดลอก ID จาก /models หรือ opencode models ใหม่
export key แล้วโมเดลยังไม่พร้อม server process ได้รับ environment หรือไม่ ลอง --standalone
ใช้บัญชีไม่ตรงที่ตั้งใจ ดู opencode auth list และบัญชี active ผ่าน /connect
Gemini key ใช้ไม่ได้ ตรวจโปรเจกต์ สถานะและ restrictions ของ key ใน AI Studio
สลับโมเดลแล้วผลลัพธ์ต่างกัน ใช้ข้อกำหนด บริบท และ test cases เดียวกันในการตรวจ

Google ระบุว่า key แบบเก่าที่ไม่มี restrictions อาจถูกปฏิเสธหรือถูกบล็อก ตรวจสถานะใน AI Studio และทำตามแนวทางจัดการ key ปัจจุบัน [11]

คำสั่งประกอบการตรวจสอบ:

opencode --version
opencode auth list
opencode models
opencode run --help

#12. ค่าใช้จ่ายและการใช้งานในชั้นเรียน

สำหรับการสอนหรือทดลองหลายโมเดล แนะนำให้กำหนดจำนวนงานและจำนวนรอบก่อนเริ่ม เช่น ใช้โจทย์เดียวกันสามค่าย ค่ายละหนึ่งรอบ แล้วบันทึกผล

รายการบันทึก ตัวอย่าง
วันที่และเวอร์ชันเครื่องมือ วันที่ทดลอง และผล opencode --version
Provider และ Model ID ค่าที่เลือกจริงจากรายการ
งานที่มอบหมาย วางแผน สร้างโค้ด หรือตรวจทาน
บริบทเริ่มต้น ไฟล์ ข้อกำหนด และ commit เริ่มต้น
ความถูกต้อง จำนวน tests ที่ผ่าน และ bug ที่ตรวจพบจริง
เวลาและค่าใช้จ่าย เวลาที่วัด และ usage จาก dashboard

หากต้องการเปรียบเทียบความสามารถของโมเดล ให้เริ่มจากสำเนาโค้ดเดียวกันและใช้ prompt เดียวกัน การให้ค่ายหนึ่งเขียนต่อจากอีกค่ายเหมาะกับการฝึก workflow แต่ไม่ใช่การทดลองเปรียบเทียบที่ควบคุมเงื่อนไข

เก็บ API key ไว้นอก repository และตั้ง budget หรือ usage alerts ตามที่ provider รองรับ อย่าใช้ไฟล์ config ที่มี key จริงเป็นสื่อแจกนักศึกษา [9][11]

#เอกสารอ้างอิง

ตรวจสอบเมื่อ 17 ตุลาคม 2026 รายการโมเดล ตัวเลือก authentication และแพ็กเกจอาจเปลี่ยนตามรุ่น

  1. OpenCode V2 — Intro และการติดตั้ง
  2. OpenCode V2 — Migrate from V1
  3. OpenCode V2 — Provider accounts และ Environment
  4. OpenCode V2 — Providers
  5. OpenCode V2 — CLI commands
  6. OpenCode V2 — Config และ Variable substitution
  7. OpenCode V2 — CLI และ Background service
  8. OpenCode V2 — Models
  9. OpenAI — API authentication
  10. Anthropic — Claude API overview
  11. Google — Using Gemini API keys
  12. OpenCode V2 — Agents
  13. OpenCode V2 — TUI
  14. OpenCode V2 — Instructions

สถานะการตรวจสอบ: ตรวจคำสั่งและโครงสร้างตัวอย่างกับเอกสารทางการแล้ว แต่ยังไม่ได้เชื่อมต่อหรือทดสอบเรียก API จริงด้วยบัญชีของผู้ใช้ ผลเวิร์กช็อปต้องยืนยันจากการรันในเครื่องและสิทธิ์ของแต่ละบัญชี